หลักการวิเคราะห์ความขัดแย้ง

จาก Wiki

ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น

กรอบการวิเคราะห์ความขัดแย้ง (Conflict Analysis Framework)

รศ. ดร. สุวิทย์ เลาหศิริวงศ์

มหาวิทยาลัยนครพนม

[[oweidpwiwpofw[pdofw[pdowp[dowp]]


กรอบการวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้น เพื่อให้เป็นเครื่องมือช่วยหาวิธีการให้ชุมชนมีส่วนร่วม ที่อาจจะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ กรอบนี้เน้นที่การพิจารณาว่าสมควรจะใช้การเจรจาต่อรอง หรือ การปรึกษาหารือ ในการที่จะให้ชุมชนมีส่วนร่วม และจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการออกแบบกระบวนการมีส่วนร่วมโดยทั่วไปด้วย โดยมีสมมุติฐานว่าการออกแบบกระบวนการให้ชุมชนมีส่วนร่วมใดๆ ก็ตามจะมีการปรึกษาหารือกับชุมชน และให้เขามีส่วนตั้งแต่ต้นในกรณีของกระบวนการการเจรจาต่อรอง การปรึกษาหารือในขั้นแรกจะประกอบด้วยความตั้งใจและตกลงที่จะร่วมเจรจากัน

คำถามหลักและแนวทาง

Key Questions and Guidelines

ลักษณะของกรณีพิพาทจากนโยบายสาธารณะที่เหมาะสมกับกระบวนการการมีส่วนร่วมของสาธารณชนสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ ประเด็นปัญหา กลุ่มผู้เกี่ยวข้อง สถานการณ์ความขัดแย้ง และนโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ คำถามหลักในแต่ละกลุ่มสามารถช่วยให้ระบุข้อมูลที่มีความสำคัญในการออกแบบกระบวนการการมีส่วนร่วมของสาธารณชน คำถามเหล่านี้ได้ถูกเรียงไว้ข้างล่างนี้ ร่วมกับแนวทางที่จะช่วยในการประเมินกรณีพิพาทข้างล่างนี้ ร่วมกับแนวทางที่ช่วยในการประเมินกรณีพิพาท รวมทั้งข้อควรคำนึงในการออกแบบกระบวนการที่เหมาะสม


1. ประเด็นปัญหา (The Issues)

1. อะไรคือประเด็นปัญหาในกรณีพิพาท เกิดปัญหาได้อย่างไร อธิบายเรื่องราวประวัติความเป็นมาของปัญหา เป็นสิ่งที่จำเป็นในการวิเคราะห์กรณีพิพาท

              แนวทางในการประเมิน  ส่วนมากผู้ที่มีส่วนร่วมในการประเมินความขัดแย้งมักมีความคิดเกี่ยวกับความเป็นมาของกรณีพิพาทต่างกัน  ถ้าเข้าใจประเด็นนี้แล้วรวมทั้งรับรู้สิทธิและข้อกำหนดต่างๆ ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับพวกเขา จะช่วยให้สามารถระบุชนิดของกระบวนการการมีส่วนร่วมที่จะเหมาะสม  และจุดเริ่มของกระบวนการได้ เช่นอาจจะมี ความยึดมั่นผูกพันและข้อกำหนดซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาซึ่งจะเป็น ตัวตัดสินไว้ก่อนการตั้งกระบวนการใหม่
              ข้อควรคำนึงในการออกแบบแนวทางการประเมิน  ในบางกรณีมันอาจจะเป็นสิ่งสำคัญในการหาประวัติทั่วไปของประเด็นปัญหา ในกลุ่มผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อให้จุดเริ่มของกระบวนการมีความมั่นคง

2. ประเด็นปัญหานั้นชัดเจนเพียงใด ระบุปัญหาได้ชัดเจน “คุณภาพและปริมาณของน้ำดื่มในชุมชน” หรือค่อนข้างที่จะกว้าง ทั่ว ๆ ไป เช่น ความห่วงใยเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในกลุ่มผู้อยู่อาศัย

แนวทางในการประเมิน : กระบวนการที่มีส่วนร่วมอย่างมากเช่น การเจรจาต่อรองจะมีประสิทธิผลมากกว่าถ้าประเด็นปัญหาชัดเจน

ข้อควรคำนึงในการออกแบบ : ถ้าประเด็นปัญหาไม่ชัดเจน กระบวนการการมีส่วนร่วม น่าจะมุ่งที่คำจำกัดความของปัญหาในระยะเริ่มต้น

3. ประเภทของความขัดแย้ง เป็นประเภทไหน

 ความขัดแย้งด้านความสัมพันธ์ เป็นปัญหาเกี่ยวกับบุคลิกภาพส่วนตัว

 ความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความจำกัดของทรัพยากรหรือกระบวนการเช่นบทบาทของท้องถิ่นใน การตัดสินใจ

 ความขัดแย้งด้านข้อมูล เป็นเรื่องเกี่ยวกับความถูกต้องและเชื่อถือได้ของข้อมูลที่มีอยู่

 ความขัดแย้งด้านค่านิยม เป็นปัญหาที่มาจากการมีโลกทัศน์ ความเชื่อหรือปรัชญาต่างกัน

 ความขัดแย้งด้านโครงสร้าง เป็นปัญหาที่มาจากระดับในสังคม หรือปัญหาการกระจายของความมั่งคั่ง, อำนาจในขณะที่กรณีพิพาทส่วนใหญ่จะซับซ้อน เกี่ยวข้องกับทุกชนิดของปัญหา การวิเคราะห์ความสัมพันธ์จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่สำคัญ สำหรับการออกแบบกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน

แนวทางการวิเคราะห์ : กรณีพิพาทในเรื่องของค่านิยมและโครงสร้าง ค่อนข้างที่จะยากในการใช้การเจรจาต่อรอง ในขณะที่ถ้าเป็นความขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์ ข้อมูลหรือความสัมพันธ์จะใช้การเจรจาต่อรองได้ ประสบความสำเร็จมากกว่า เช่นในทวีปอเมริกาเหนือ พบว่าข้อพิพาทเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา หรือนโยบายการทำแท้ง ค่อนข้างที่จะใช้การเจรจาต่อรองไม่ได้ ในกรณีเหล่านี้การใช้วิธีการของการปรึกษาหารือ ข้อคิดเห็น ในการมีส่วนร่วมของประชาชนจะเหมาะสมกว่า

               ข้อควรคำนึงในการออกแบบ  การวิเคราะห์ประเด็นปัญหาก่อนการออกแบบสร้างกระบวนการ  จะสามารถช่วยหลีกเลี่ยงการใช้กระบวนการที่ไม่เหมาะสม เช่น กระบวนการปรึกษาหารืออาจจะเหมาะสมกว่าถ้าจะใช้กับประเด็นที่มีอิทธิพล จากค่านิยมหรือความเชื่ออย่างมาก

4. ระดับของความขัดแย้ง เป็นความขัดแย้งที่ผู้เกี่ยวข้องส่วนมากมีความขัดแย้งกันอย่างมากหรือไม่มีการกระทำที่ละเมิดกฎหมายหรือเป็นอาชญากรรมหรือไม่ในกรณีพิพาทนี้

แนวทางการวิเคราะห์ การใช้วิธีให้มีการเผชิญหน้ากันในการมีส่วนร่วมรวมทั้งการเจรจาต่อรอง จะยากกว่าปัญหานี้ความขัดแย้งรุนแรง เมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้น เพราะการมีอำนาจเหนือกว่าระหว่าง ผู้ขัดแย้งซึ่งมีอิทธิพลในการตัดสินใจ เมื่อนั้นความต้องการการเจรจา ดูเหมือนเพิ่มขึ้นพร้อมไปกับระดับความขัดแย้ง ดังนั้นทั้งความยากและความจำเป็นในการใช้การเจรจาต่อรอง สามารถเพิ่มขึ้นพร้อม ๆ กัน

ข้อควรคำนึงในการออกแบบ : กระบวนการมีส่วนร่วมเฉพาะที่ใช้ในปัญหาที่มีความขัดแย้งมาก สามารถทำให้มีประสิทธิผลมากขึ้นโดยใช้กลวิธีที่ทำให้ผู้เกี่ยวข้องลดหรือเอาชนะความรู้สึกหรืออารมณ์ที่รุนแรงของตน อารมณ์เหล่านี้จะเป็นอุปสรรคที่สำคัญของการอภิปรายที่สร้างสรรค์ ในแคนาดาพบว่าการรับประกันว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการเจรจาจะได้มีโอกาสพูดและแนวความคิดที่พวกเขาเสนอจะได้รับการบันทึกเป็นวิธีการสำคัญอันหนึ่งที่ช่วยลดความตึงเครียดและช่วยให้กระบวนการมีประสิทธิภาพมากขึ้น

5. การแก้ไขปัญหาต้องรีบด่วนเพียงใด และอะไรเป็นผลที่เกิดขึ้นตามมาถ้าไม่มีการแก้ไขปัญหา ปัญหาอาจจะทวีความรุนแรงขึ้น ด้วยการที่มีเหตุการณ์ที่รุนแรงเกิดกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่นมี คุณภาพของอากาศในเมืองเลวลง หรืออาจจะเป็นสถานการณ์ที่คงตัวหรือลดความรุนแรงลงมีเหตุการณ์ที่ตามมาจำกัด สำหรับบางฝ่ายหรือทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

แนวทางในการประเมิน : กระบวนการเฉพาะที่มีส่วนร่วมอย่างมาก เช่น การเจรจาต่อรองจะใช้ได้ผลดีถ้ามีความต้องการรีบด่วนในการแก้ไขปัญหาของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องถ้าผลกระทบทางด้านสังคมเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมมีมาก การเจรจาอาจจะจำเป็นเพื่อที่จะลดกรณีพิพาทที่ดำเนินอยู่ซึ่งเป็นผลจากการทราบว่ามีความไม่เป็นระบบหรือเท่าเทียมในผลลัพธ์ของกระบวนการ ซึ่งไม่ได้มีการแบ่งปันการปรับความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ข้อควรคำนึงในการออกแบบ : เป็นกระบวนการที่ต้องเผชิญกับปัญหาที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน จะได้ประโยชน์จากการมีกำหนดเวลาที่แน่ชัด ซึ่งมีข้อกำหนดเวลา นอกจากนี้ อาจมีความจำเป็นที่จะต้องมีการสร้างกฎเกณฑ์ในการดำเนินการล่วงหน้า เพื่อที่ผู้มีส่วนร่วมในกระบวนการจะได้ไม่ต้องเสียเวลาที่จะต้องมาพิจารณาเกี่ยวกับขบวนการ

6. แนวทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นไปได้ มีแนวทางในการแก้ไขปัญหามากน้อยแนวทางแค่ไหน เป็นกรณีพิพาทที่มีทรัพยากรจำกัดซึ่งมีโอกาสน้อยในการจะลดหรือปรับปรุงการใช้ หรือในทางตรงข้ามผู้เกี่ยวข้องได้พยายามที่จะทำให้เกิดแนวทางในการแก้ไขปัญหาหลาย ๆ ทาง

แนวทางการประเมิน : กระบวนการที่มีส่วนร่วมอย่างมาก เช่นการเจรจาต่อรอง จะมีประสิทธิภาพมากกว่าถ้ามีหลาย ๆ แนวทางที่ผู้เกี่ยวข้องสามารถใช้เป็นแนวทางพื้นฐานในการดำเนินการให้ได้มากขึ้น การแก้ปัญหาที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ในทางกลับกันถ้าการตัดสินใจต้องจำกัดอยู่ภายในกรอบที่บางกลุ่มต้องสูญเสียผลประโยชน์ และบางกลุ่มได้ผลประโยชน์ มีโอกาสน้อยที่จะชดเชย การสูญเสีย กระบวนการที่มีส่วนร่วมอย่างมากค่อนข้างยาก

ข้อควรคำนึงในการออกแบบ : เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องระบุถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นไปได้ อย่างแจ่มชัด ตั้งแต่เริ่มต้นของกระบวนการที่มีส่วนร่วมอย่างมากนี้เพื่อช่วยให้ ผู้มีส่วนร่วมได้ประเมินผลที่พวกเขาคาดหวังจากการที่เข้ามามีส่วนร่วม

7. ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องระบุลักษณะของการประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาว่าอย่างไรรวมทั้งเหตุผล อาจมีหลายแนวทางที่จะบ่งบอกได้ว่าเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาที่ประสบความสำเร็จรวมทั้ง การพิจารณาถึงโอกาสที่จะเกิดกรณีพิพาทในอนาคต เรื่องของ “หน้า” (ที่จะเกี่ยวข้องกับการเสียหน้า) การติดต่อสื่อสาร ความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ การกระจายของค่าใช้จ่ายและผลประโยชน์ กระบวนการการตัดสินใจในอนาคต สิ่งที่ตามมาถ้ามีความล้มเหลวในการปฏิบัติเป็นต้น

แนวทางการประเมิน : ทำความเข้าใจกับ “แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ประสบความสำเร็จ” จากความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องต่างๆ หรือสาธารณชนที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งที่ช่วยในการประเมินว่าเป็นวิธีการมีส่วนร่วมที่เหมาะสมหรือไม่

ข้อควรคำนึงในการออกแบบ : ถ้าความคาดหวังของผู้เกี่ยวข้องและสาธารณชน เกี่ยวกับผลสำเร็จของกระบวนการเป็นที่เข้าใจแต่แรกเริ่มกระบวนการแล้วจะช่วยให้เราพยายามที่จะไปในแนวทางนั้น เช่น ถ้าผู้เกี่ยวข้องพยายามที่จะปรับปรุงการติดต่อสื่อสารและความเข้าใจ ซึ่งกันและกัน การก่อตั้ง และคงไว้ซึ่งช่องทางการสื่อสาร อาจเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของการออกแบบกระบวน ถ้าความคาดหวังไม่ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น มันอาจจะช่วยในการทำให้กระจ่างและปรับปรุงให้เป็นไปตามความคาดหวังที่ปรากฏออกมา

8. แนวโน้มในการสร้างแนวทางในการแก้ปัญหา ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้รับผลประโยชน์ที่ตนเองคาดหวังไว้ แนวทางการประเมิน : กระบวนการการเจรจา จะมีประสิทธิผลเมื่อผู้เกี่ยวข้องรับรู้ถึงโอกาสในการบรรลุถึงวัตถุประสงค์ของเขาในขณะเดียวกันก็บรรลุวัตถุประสงค์ของฝ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องในปัญหาด้วย ข้อควรคำนึงในการออกแบบ : โอกาสในการได้ประโยชน์ช่วยกันจะปรากฏชัดมากขึ้น เมื่อผู้เกี่ยวข้องต่างๆ มีความเข้าใจในความต้องการและวัตถุประสงค์ของซึ่งกันและกันมากขึ้น ดังนั้นกระบวนการเฉพาะจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าพวกเขาได้ให้โอกาสผู้เกี่ยวข้องให้พัฒนาปรับปรุงความเข้าใจซึ่งกันและกันตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น

2. กลุ่มผู้เกี่ยวข้อง (Parties)

9. สามารถระบุผู้เกี่ยวข้องในความขัดแย้งได้มากน้อยแค่ไหน

พวกเขาแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มมีอำนาจตามกฎหมาย ในเรื่องนั้น ๆ แค่ไหน พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มใหญ่ ซึ่งถูกกระทบในเรื่องแบบเดียวกันหรือไม่

แนวทางการประเมิน : กระบวนการที่มีส่วนร่วมมาก เช่น การเจรจาต่อรองจะมีประสิทธิภาพมากกว่าถ้าการระบุผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ใช่เรื่องยาก

ข้อควรคำนึงในการออกแบบ :ถ้าไม่มีการระบุถึงผู้เกี่ยวข้องอย่างครอบคลุมแล้ว ในระยะเริ่มต้นของกระบวนการเฉพาะจะต้องเป็นการมุ่งเน้นที่จะประกันว่าผู้ที่อาจได้รับผลกระทบทั้งหมด ทราบถึงกระบวนการและให้โอกาสที่พวกเขาจะได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม ความพยายามเริ่มต้น อาจมุ่งเน้นที่การพัฒนาองค์กรในกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง เพื่อประกันถึงการเป็นตัวแทนของคนส่วนมาก และรวมทั้งการติดต่อสื่อสาร เมื่อประเด็นปัญหายากในการที่จะระบุชัดในแง่ที่มีกลุ่มที่แตกต่างเพิ่มมากขึ้น และความพยายามที่ดำเนินอยู่ในการทำให้มีการติดต่อสื่อสารกับสาธารณชน อาจจะช่วยได้มากที่สุด

10. ผู้เกี่ยวข้องได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประเด็นปัญหา และผลประโยชน์ของกลุ่มอื่นดีแค่ไหน? พวกเขาได้รับข่าวสารอย่างไรและช่องทางการติดต่อสื่อสารที่พวกเขาใช้

แนวทางการประเมิน : การศึกษาว่ากลุ่มต่าง ๆ ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารมากแค่ไหน เป็นสิ่งที่จำเป็นในการที่จะระบุชนิดของกลวิธีของการมีส่วนร่วมของประชาชนที่เหมาะสม ในหลายกรณีที่การขาดข้อมูลหรือมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเป็นสาเหตุเบื้องต้นของกรณีพิพาท

ข้อควรคำนึงในการออกแบบ : การสร้างช่องทางการสื่อสารที่มีประสิทธิผล เป็นสิ่งที่สำคัญในกระบวนการมีส่วนร่วมทุกกระบวนการ และถ้าพบว่าดูเหมือนจะขาดสิ่งนี้ไป ควรที่จะมีการสร้างช่องทางการสื่อสารนี้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นของกระบวนการ การศึกษาเพื่อบอกถึงว่าข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเหตุการณ์, กิจกรรมในชุมชน มีการแพร่กระจายได้อย่างไร อาจช่วยในการสร้างหรือปรับปรุงการสื่อสารในเรื่องราวเกี่ยวกับกรณีพิพาท

11. อะไรคือผลประโยชน์ความต้องการของผู้เกี่ยวข้องต่าง ๆ ( ความต้องการ, ความหวัง, ความกลัว,ความห่วงใย, สิทธิ / ตำแหน่ง, ความรับผิดชอบ / ข้อผูกมัด ) มีความต้องการหรือผลประโยชน์ที่หลากหลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องต่างๆคิดว่าตนมีสิทธิกฎหมายหรือไม่ มีอะไรที่กลุ่มต่าง ๆ มีความต้องการร่วมกันบ้าง เช่น ชาวบ้านอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับมลภาวะจากน้ำทั้งของโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งชาวนาจะเดือดร้อนจากผลผลิตที่ลดลงเป็นผลทางเศรษฐกิจในขณะประชาชนกลุ่มอื่นได้ประโยชน์จากการมีงานทำ ในขณะที่ชาวนากับคนงานของโรงงาน มีกรณีพิพาทจากน้ำทิ้งที่ระบายจากโรงงาน แต่พวกเขาอาจมีแนวความคิดร่วมกันได้ ในเรื่องของความปลอดภัยของสาธารณชน เช่นการมีน้ำสะอาดดื่ม ในกรณีนี้เหมือนกับว่ากลุ่มที่เกี่ยวข้อง มองผลประโยชน์ หรือความต้องการทั้งหมดของพวกเขาว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย

แนวทางการประเมิน : กระบวนการที่มีส่วนร่วมอย่างมาก เช่น การเจรจาต่อรองจะมีประสิทธิผลมากกว่า ถ้าผู้เกี่ยวข้องมีความต้องการหรือผลประโยชน์ร่วมกัน และความต้องการต่าง ๆ ของพวกเขา เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าถูกกฎหมาย

ข้อควรคำนึงในการออกแบบ : ในหลายกรณีผู้เกี่ยวข้องหรือกลุ่มที่มีผลประโยชน์มีความต้องการ สิ่งต่างๆร่วมกันแต่ไม่ทราบ เนื่องจากไม่มีการติดต่อสื่อสารกันมาก่อนหรือขาดความเข้าใจ กระบวนการมีส่วนร่วมที่จะช่วยให้กลุ่ม มีโอกาสได้อธิบายถึงมุมมองให้กันและกันตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นกระบวนการ จะช่วยให้สามารถระบุผลประโยชน์หรือความต้องการร่วม การติดต่อสื่อสารในระยะแรกเริ่มนี้ช่วยสร้างความเชื่อถือความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

12. กลุ่มต่างๆต้องพึ่งพากันแค่ไหน

มีใครหรือกลุ่มใดบ้างที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของตน โดยไม่ต้องมีการสนับสนุนจากผู้อื่นหรือกลุ่มอื่น มีใครที่มีความสามารถที่จะได้เปรียบจากข้อตกลง

แนวทางการประเมิน : ถ้ามีบางกลุ่มเชื่อว่าเขาสามารถรู้สิ่งที่เขาต้องการโดยไม่ต้องได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอื่น จะทำให้การเจรจาต่อรองไม่ประสบความสำเร็จ ในกรณีนี้วิธีการมีส่วนร่วมของสาธารณชนแบบอื่นจะเหมาะสมกว่า

ข้อควรคำนึงในการออกแบบ : กระบวนที่มีส่วนร่วมอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจรจาต่อรอง ในระยะเริ่มต้นควรจะประเมิน แรงจูงใจของผู้เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการหาข้อตกลงซึ่งควรรวมถึงการพิจารณาทางเลือกที่ดีที่สุดและทางเลือกที่แย่ที่สุดรวมทั้งการรับรู้ต่อทางเลือกนั้นๆ

13. แรงจูงใจในการที่จะแก้ไขปัญหาของกลุ่มต่าง ๆ มีมากน้อยแค่ไหน?

อะไรเป็นผลที่จะตามมาถ้าปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข ถ้าสถานการณ์ปัจจุบันมีประโยชน์กับบางกลุ่มและไม่ให้ประโยชน์แก่กลุ่มอื่น อาจจะเป็นการยากที่จะทำให้ทุกกลุ่มยึดมั่นที่จะดำเนินกระบวนการการเจรจาต่อไป ในทางตรงข้ามถ้าผลลัพธ์ของกรณีพิพาทยังไม่แน่นอนสำหรับทุกกลุ่ม พวกเขาอาจจะมีแรงจูงใจมากขึ้น ในการที่จะเจรจา

แนวทางการประเมิน : กระบวนการการเจรจาจะมีประโยชน์มากขึ้น ถ้าทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่ใช้กระบวนการการมีส่วนร่วมอย่างมากเช่น “การเจรจาต่อรอง”

การพิจารณาถึงความไม่แน่นอน จะเป็นส่วนหนึ่งของประเมินในระยะเริ่มต้นเกี่ยวกับแรงจูงใจของกลุ่ม ผู้เกี่ยวข้องต่างๆในการเจรจา (ข้อ 12)

14. ความเต็มใจของผู้เกี่ยวข้องต่าง ๆ ในการที่จะทำงานร่วมกัน รวมทั้งความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ประสบการณ์ในการทำงานร่วมกันในอดีตของกลุ่มผู้เกี่ยวข้องต่าง ๆ ในการแก้ไขกรณีพิพาทเป็นอย่างไรบ้าง พวกเขาอาจจะอาศัยอยู่ในชุมชนเดียวกัน ซึ่งพวกเขาเคยแก้ไขปัญหาอื่น ๆ อย่างมีประสิทธิผลมาแล้ว โดยใช้การเจรจาต่อรองหรือการแก้ไขปัญหาร่วมกัน หรืออาจทำให้มีการแยกกันอยู่ไม่เกี่ยวข้องซึ่งกันและกันและไม่เต็มใจที่จะร่วมกันทำงาน การทำงานร่วมกันไม่จำเป็นต้องหมายถึง การเจรจาที่ต้องเผชิญหน้ากัน ในบางกรณี ผู้เกี่ยวข้องอาจชอบที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งของพวกเขาโดยไม่ต้องการพบปะกัน

แนวทางการประเมิน : กระบวนการที่มีส่วนร่วมอย่างมากเช่นการเจรจาต่อรองจะเป็นไปด้วยดี ถ้าผู้เกี่ยวข้องยินดีที่จะทำงานร่วมกันและไว้วางใจซึ่งกันและกัน ถ้าผู้เกี่ยวข้องเคยมีประสบการณ์ ในการร่วมมือในการแก้ปัญหา เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะยอมรับกระบวนการการตัดสินใจที่ไม่ได้ให้โอกาส พวกเขาในการช่วยหาทางเลือกและมีความรับผิดชอบในการตัดสินใจ

ข้อควรคำนึงในการแก้ไขปัญหา : กระบวนการการมีส่วนร่วมทุกชนิดควรเป็นการนำเอาประสบการณ์และวิธีการ ที่ใช้ในท้องถิ่นเขามาใช้ในกระบวนการที่ส่วนที่เป็นไปได้ นอกจากนี้ ในระยะเริ่มต้นของกระบวนการเฉพาะ การที่จะให้โอกาสผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาทักษะของพวกเขาเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่สร้างสรรค์ การเจรจาบนพื้นฐานของความร่วมมือและผลประโยชน์

15. อะไรเป็นความคาดหวังของกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง และสาธารณชนในการเข้ามามีส่วนร่วม

แนวทางการประเมิน : ถ้าผู้เกี่ยวข้องและสาธารณชน คาดหวังที่จะเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงในการหาแนวทางการแก้ปัญหา กรณีพิพาท การเจรจาอาจจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในทางตรงข้ามถ้าความคาดหวังในการมีส่วนร่วมไม่สูง วิธีการที่มีส่วนร่วม อย่างมากเช่น การเจรจาต่อรองก็จะเป็นสิ่งที่ยุ่งยากโดยไม่จำเป็น

16. ค่าใช้จ่ายหรือทรัพยากรที่ผู้เกี่ยวข้องต่าง ๆ ต้องใช้ในการเข้าร่วมกระบวนการ

กระบวนการที่มีส่วนร่วมอย่างมาก จะเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน และมีค่าใช้จ่ายพอสมควรรวม ทั้งการใช้เวลา นอกเหนือเวลาทำงานปกติของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในบางกรณี บางกลุ่มหรือทุกกลุ่มไม่มีทรัพยากรเหล่านี้

แนวทางการประเมินผล : กระบวนการที่มีส่วนร่วมอย่างมากจะก่อให้เกิดผลมากขึ้น ถ้าทุกฝ่ายมีทรัพยากรพอเพียงที่จะสนับสนุนการเข้าร่วมกระบวนการ

ข้อควรคำนึงในการออกแบบ : กระบวนการการมีส่วนร่วม ควรได้รับการออกแบบในลักษณะที่เหมาะสมกับทรัพยากร และเวลาที่มีอยู่ของกลุ่มที่เกี่ยวข้อง เช่น ระยะเวลา และสถานที่ ของการประชุม รวมทั้งแหล่งข้อมูลซึ่งสามารถมีผลกระทบต่อผู้มีส่วนร่วมบางคน ซึ่งผู้มีส่วนร่วม บางคนจะได้รับความไม่ยุติธรรมและไม่ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่าย ดังนั้นสำหรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ควรเป็นสิ่งสำคัญในการพิจารณา

17. ถ้ามีบุคคลจำนวนมากเกี่ยวข้องในกรณีพิพาทพวกเขาทั้งหมดจะเข้าร่วมในกระบวนการอย่างไร เช่นพวกเขาทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่มีอยู่แล้วซึ่งมีประธานหรือผู้อำนวยการหรือไม่ หรือมีทางเลือกอื่นหรือเป็นไปได้หรือไม่ที่พวกเขาจะถูกเลือกมาเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการได้หรือไม่

                แนวทางการประเมินผล : กระบวนการที่มีส่วนร่วมอย่างมากเช่น การเจรจาโต๊ะกลมจะได้ผลดีถ้ามีจำนวนผู้เกี่ยวข้องจำกัด หรือผู้เกี่ยวข้องถูกสนับสนุนโดยองค์กร 

ข้อควรคำนึงในการออกแบบ : ถ้าผู้เกี่ยวข้องไม่มีการรวบรวมกลุ่มอย่างดี และจำเป็นต้องใช้กระบวนการที่มีส่วนร่วมอย่างมาก ดังนั้นในระยะเริ่มต้นของกระบวนการควรมุ่งเน้นที่จะช่วยให้ผู้มีส่วนร่วมสามารถรวบรวมกลุ่มเพื่อปรับปรุงศักยภาพในการมีส่วนร่วม สำหรับองค์กรที่มีอยู่แล้วโดยปกติจะมีช่องทางการสื่อสารต่างๆที่มีบทบาทสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

3. นโยบายของรัฐ (The Government Policy Context)

18. ประเด็นปัญหามีความสัมพันธ์กับนโยบายและรัฐให้ความสำคัญหรือไม่?

แนวทางการประเมิน : กระบวนการมีส่วนร่วมอย่างมากที่ใช้ในกรณีพิพาทที่รัฐให้ความสำคัญน่าจะได้รับการสนับสนุนที่จำเป็นและความสนใจจากข้าราชการระดับสูง

ข้อควรคำนึงในการออกแบบ : ในการเตรียมกระบวนการ ความสัมพันธ์ของกรณีพิพาทกับนโยบายที่รัฐให้ความสำคัญควรที่จะได้ถูกระบุไว้ด้วยเพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับการสนับสนุน และผูกพันในการที่จะดำเนินโครงการไปจนถึงระยะที่ต้องมีการลงมือกระทำ

19. หน่วยงานไหนของรัฐบาลที่มีอำนาจในการตัดสินใจ และในระดับไหน ในระบบราชการเป็นไปได้ว่า มีอำนาจในหลาย ๆ ระดับที่เข้ามาเกี่ยวข้อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตกลงที่จะแก้ไขปัญหาโดยให้สาธารณชนมีส่วนร่วมหรือไม่ และถ้าเป็นเช่นนี้ ความคาดหวังของเขาต่อผลสำเร็จของกระบวนการการมีส่วนร่วมจะเป็นอย่างไร ในบางกรณี อาจจะไม่เป็นที่ชัดเจนว่าหน่วยงานไหนรับผิดชอบ หรืออาจจะมีมากกว่าหนึ่งหน่วยงาน คณะรัฐมนตรีอาจจะมีความรับผิดชอบแต่มีความรู้เพียงเล็กน้อยหรือไม่มีความรู้ในกรณีพิพาทนั้นๆ

แนวทางการประเมิน : กระบวนการการมีส่วนร่วมเฉพาะ จะดำเนินไปด้วยดี ถ้าระบุหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้ง่าย และหน่วยงานนี้มีความยึดมั่นในกระบวนการ

ข้อควรคำนึงในการออกแบบ : ความคาดหวังของหน่วยงานที่รับผิดชอบ เกี่ยวกับผลลัพธ์ของกระบวนการเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ต้องระบุให้ชัดเจนตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ถ้ามีความแตกต่างระหว่างความคาดหวังแต่ระยะเริ่มต้นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่จะต้องปรองดองความแตกต่างนี้ก่อนที่จะเริ่มกระบวนการ

20. การตัดสินใจในกรณีพิพาทโดยข้าราชการนั้น ทำโดยรอบคอบเพียงใด เขาได้พิจารณาถึงผลที่จะกระทบนโยบายปลีกย่อยและทิศทางทางการเมืองหรือไม่

แนวทางการประเมิน : ถ้ามีพิจารณาเห็นว่าผลที่จะออกมาจากข้อขัดแย้งมีความซับซ้อน การใช้กระบวนการมีส่วนร่วมที่ละเอียด และนำไปสู่การสร้างประชามติในการตัดสินใจอาจจะช่วยได้มาก

ข้อควรคำนึงในการออกแบบ  : การปรึกษาหารือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้กระบวนการได้รับการสนับสนุนและเป็นไปตามที่เขาคาดหวัง

21. มีนโยบายของรัฐที่แน่ชัดในการแก้ปัญหาความขัดแย้งหรือไม่ ในกรณีของความขัดแย้งจากทรัพยากรหรือสิ่งแวดล้อม โดยทั่วไปจะมีทั้งนโยบายที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ กฎระเบียบ ประเพณี และการปฏิบัติ ซึ่งมีต่อการที่คน หรือกลุ่มคนจะใช้ทรัพยากรเหล่านั้นได้อย่างไร

แนวทางการประเมิน : กระบวนการที่ละเอียดอ่อน เช่นการเจรจาต่อรอง จะมีผลได้มากถ้ารัฐ จะมีแนวทางที่ยอมรับได้เป็นหลักนโยบายสำหรับกระบวนการนี้ เป็นต้นว่า นโยบายของรัฐที่เป็นหลักในการแก้ปัญหาความต้องการพลังงานคือ การจักหากระแสไฟฟ้าจำนวนหนึ่ง ซึ่งได้มาจากการผลิตในแหล่งต่างๆ เช่นเขื่อน พลังความร้อน และการประหยัดพลังงาน

ข้อควรคำนึงในการออกแบบ : ถ้ากระบวนการที่ละเอียดอ่อนดังกล่าวถูกวางแผนขึ้น อาจจะเป็นการดีที่จะมีการรวบรวมนโยบายต่างๆ ที่มีอยู่ ไว้เป็นเอกสารเล่มเดียวกัน เพื่อไว้ใช้อ้างอิงในกระบวนการ

22. หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องยึดถือที่จะทำตามคำแนะนำจากชุมชนเพียงใด ถ้ากระบวนการเจรจาต่อรองถูกพิจารณานำไปใช้รัฐจะยึดถือที่นำข้อตกลงไปปฏิบัติเพียงใด

แนวทางการประเมิน: โดยทั่วไปเมื่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการเพิ่มขึ้นในการปรึกษาหารือ (และในที่สุดการเจรจาต่อรอง) ความคาดหวังของผู้มีส่วนร่วมว่าข้อตกลงที่สร้างขึ้นจะถูกนำไปปฎิบัติโดยผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เพิ่มมากขึ้นด้วย การยึดถือข้อตกลงหรือคำแนะนำของหน่วยงานที่รับผิดชอบมีจำกัด อาจจะทำให้ฝ่ายที่ไม่ใช่หน่วยงานรัฐรู้สึกว่าไม่คุ้มค่าที่จะร่วมงาน ในทางตรงข้ามถ้ารัฐจะเข้าไปมีบทบาทความคุมกระบวนการ การปรึกษาหารืออาจจะเหมาะสมกว่า การเจรจาต่อรอง

23. ความชัดเจน ยุติธรรม และสมดุลย ของแนวนโยบายจากมุมมองของฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องเกี่ยวกับกรณีพิพาทในเรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มันอาจจะมี นโยบายที่ชัดเจนที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องสิ่งแวดล้อมแต่มีทิศทางนโยบายที่จำกัดเกี่ยวกับการชดเชยบริษัทและคนงานซึ่งเสียผลประโยชน์ ถ้าสิทธิในการพัฒนาทรัพยากรถูกลิดรอนเพื่อที่จะปกป้องสิ่งแวดล้อม

แนวทางการประเมิน : กระบวนการการเจรจาต่อรอง จะง่ายขึ้นถ้าทิศทางนโยบายของรัฐบาลชัดเจน ยุติธรรมและสมดุล การเจรจาต่อรองสามารถถูกคาดหวังว่า จะมุ่งในการอุดช่องว่างในนโยบายที่มีอยู่ เช่น ถ้ากรณีพิพาทเกิดขึ้นในเรื่องเกี่ยวกับ การจำกัดการพัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อที่จะปกป้องสิ่งแวดล้อม และไม่มีนโยบายในการที่จะจ่ายค่าทดแทน ดังนั้นการเจรจาต่อรองสามารถคาดหวังว่าจะมุ่งไปในการหามาตรการในการจ่ายค่าทดแทน

4. สถานการณ์ความขัดแย้ง ( Context of Dispute)

24. มีวิธีการในการแก้ไขกรณีพิพาทและการมีส่วนร่วมของสาธารณชน อะไรบ้างที่เคยนำมาใช้ในอดีต

อาจมีการพยายามใช้วิธีการเจรจาต่อรองมาก่อนแล้วหรืออาจมีการใช้รูปแบบของการปรึกษาสาธารณชน บางชนิดมาใช้บ้างแล้วเกี่ยวกับเรื่องนี้ การมีประสบการณ์เกี่ยวกับกระบวนการมาแล้วบ้าง อาจมีผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการอันใหม่นี้

แนวทางการประเมิน : กระบวนการเดิม โดยปกติแล้วจะส่งผลกระทบต่อความเต็มใจในการมีส่วนร่วมในกระบวนการใหม่ เช่น การสร้างกระบวนการการเจรจาต่อรองจะง่ายกว่าถ้า กระบวนการการมีส่วนร่วมที่ใช้อยู่เดิม ไม่ได้ทำให้ความไว้วางใจของกันและกันลดลง หรือลดความสามารถหรือความเต็มใจในการร่วมมือกันต่อไป

ข้อควรคำนึงในการออกแบบ : ต้องมีการประเมินผลกระทบของกระบวนการที่เคยใช้มาก่อน ต้องมีตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของกระบวนการการมีส่วนร่วม และผลลัพธ์ที่สร้างสรรจะช่วยทำให้ทำกิจกรรมต่อไปมีโอกาสต่อไปเป็นไปได้ และสำหรับผลกระทบทางด้านลบ ก็ต้องนำมา กล่าวถึงอย่างชัดเจน

25. เคยมีกรณีพิพาทที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ได้ถูกแก้ไขด้วยการเจรจาต่อรอง หรือกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างมากอื่นๆบ้างหรือไม่ในอดีต

อาจจะมีตัวอย่างที่การเจรจาต่อรองใช้ได้ผล ในการแก้ไข ปัญหาความขัดแย้งในเรื่องที่คล้ายคลึงกันในภาคอื่นหรือจังหวัดอื่น

               แนวทางในการประเมิน : กระบวนการมีส่วนร่วมอย่างมากนี้ จะบรรลุผลสำเร็จมากกว่า         ถ้าผู้เกี่ยวข้องทราบถึงตัวอย่าง การประสบความสำเร็จของกรณีพิพาทที่คล้ายคลึงกัน ในการเริ่มกระบวนการที่คล้ายคลึงกันนี้ในการแก้ไขปัญหา ถ้าผู้เกี่ยวข้องรู้ถึงตัวอย่างเหล่านี้พวกเขาจะไม่เต็มใจที่จะยอมรับกระบวนการมีส่วนร่วมของสาธารณชน ที่ไม่ได้มีระดับการมีส่วนร่วมเท่ากับที่เคยทำ

ข้อคำนึงในการออกแบบ : การรวบรวมทบทวน ตัวอย่างของกระบวนการอื่นที่ใช้ได้ผลในการแก้ไขปัญหาที่คล้ายคลึงกัน จะช่วยสร้างความมั่นใจแก่ผู้มีส่วนร่วมในขบวนการ รวมทั้งความสามารถในการจัดการกับประเด็นปัญหา มันควรจะทำในระยะแรกของกระบวนการเฉพาะ

26. ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผู้เกี่ยวข้องเป็นอย่างไรบ้าง เคยมีการต่อต้านหรือมีการเสียหน้าเกิดขึ้นบ้างหรือเปล่าในกรณีพิพาทที่เกิดขึ้นนั้นนี้ ความแตกต่างเช่น สถานะทางเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา อายุ เพศ เชื้อชาติ วัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษา โลกทัศน์ หรือปัจจัยอื่นๆได้ทำให้เกิดอุปสรรคแก่การเจรจาหรือไม่

    	แนวทางในการประเมิน  กระบวนการมีส่วนร่วมอย่างมากนี้  จะช่วยทำให้เกิดผลดี ถ้าไม่มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเกี่ยวกับวัฒนธรรมและปัจจัยอย่างอื่นๆในกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง และถ้าไม่มีการต่อต้านหรือเสียหน้าของผู้เกี่ยวข้องเกิดขึ้น ในกรณีนี้มาก่อน
               ข้อควรคำนึงในการออกแบบ  การประเมินสถานการณ์ของกรณีพิพาท ในเบื้องต้นควร พิจารณาเกี่ยวกับวัฒนธรรมและความแตกต่างอื่นๆ เพื่อที่จะประกันได้ว่า  กระบวนการที่จะสร้างขึ้น และและการดำเนินการจะเหมาะสม

27. ความคิดเห็นของสาธารณชน และสื่อมวลชนมีผลต่อกรณีพิพาทอย่างไรบ้าง?

กรณีพิพาทที่มีความขัดแย้งสูง จะมีการชุมนุมประท้วงของประชาชนร่วมอยู่ด้วย และได้รับความ สนใจจากสื่อมวลชน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดขั้ว (polarity) ในกรณีพิพาท และบันทึกปัญหาในลักษณะที่ไม่สมดุลกัน จะกระตุ้นให้กลุ่มที่ไม่ได้รับการนำเสนอความคิดเห็น โกรธ มากขึ้น

แนวทางในการประเมิน : กระบวนการเฉพาะจะใช้ยากมากขึ้นเมื่อสื่อมวลชนและหัวหน้ากลุ่มต่าง ๆ กล่าวถึงกรณีพิพาทในลักษณะที่ ทำให้เกิดขั้วของปัญหาหรือกลุ่ม ในขณะที่สถานการณ์เหล่านี้ทำให้การเจรจายากมากขึ้น แต่ก็ทำให้การเจรจามีความจำเป็นมากขึ้นในการแก้ไขกรณีพิพาท

ข้อควรคำนึงในการออกแบบ : ถ้ากระบวนการเฉพาะได้ถูกวางแผนไว้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการการเจรจาต่อรอง มันเป็นเรื่องสำคัญในการที่จะทำความเข้าใจว่า “ผู้เกี่ยวข้องต่าง ๆ มีความสัมพันธ์กับสื่อมวลชนอย่างไร” รวมทั้งพวกเขาจะมองกระบวนการและคนอื่นๆอย่างไร

28. ความขัดแย้งและความไม่มั่นคงทางการเมือง การเลือกตั้งที่จะมีขึ้น การปรับคณะรัฐมนตรี และ มุมมองของบุคคลที่เป็นที่นับถือของสาธารณชนมีผลต่อ กรณีพิพาทอย่างไร บุคคลที่เป็นที่ยอมรับนับถือของสาธารณชน สามารถมีอิทธิพลต่อกรณีพิพาทโดยการบอกถึงแนวความคิดในการแก้ปัญหา

แนวทางการประเมิน : กระบวนการมีส่วนร่วมอย่างมากนี้จะใช้ได้ผลดีกว่าถ้ากระบวนการได้รับการสนับสนุนจากบุคคลที่เป็นที่ยอมรับนับถือของสาธารณชนและสื่อมวลชน การเจรจาต่อรองในขณะที่จะมีการเลือกตั้ง ซึ่งรัฐบาลต้องตัดสินใจในปัญหาอาจส่งผลกระทบทางบวกหรือทางลบต่อกรณีพิพาท ขึ้นอยู่กับว่ากระบวนการนี้เป็นการแสดงการการสนับสนุนรัฐบาล หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายค้าน

ข้อควรคำนึงในการออกแบบ : ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ มันอาจจะเป็นการช่วยกระบวนการ ถ้ามีการเมืองหรือผู้นำชุมชนเข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่ในระยะแรก ๆ ของขบวนการ เป็นการย้ำต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ว่ามีการยึดมั่นผูกพัน ซึ่งกันและกันในขบวนการนี้อย่างมาก

29. อะไรที่จะเป็นอุปสรรคในการเจรจาต่อรอง: ระยะเวลาที่จะใช้ในการแก้ไขปัญหา เป็นการยากแค่ไหนในการนำเอาผู้เกี่ยวข้องมาร่วมการเจรจา บางกลุ่มเช่นชาวประมงอาจไม่อยู่ในพื้นที่ในบางช่วงของปี อุปสรรค เหล่านี้อาจทำลายความพยายามในการแก้ไขปัญหาแต่แรกเริ่มทีเดียว

แนวทางในการประเมิน : กระบวนการมีส่วนร่วมเฉพาะ จะดำเนินไปด้วยดีถ้ามีเวลาเพียงพอสำหรับขบวนการ และถ้าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการอย่างเหมาะสม (คือ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม)

ข้อควรคำนึงในการออกแบบ : การประเมินเวลาที่จะต้องใช้ในขบวนการเป็นสิ่งที่จำเป็นที่เราต้องประเมินอย่างชัดเจนก่อนที่กระบวนการจะเริ่ม ควรนำปัจจัยเหล่านี้มาประกอบการพิจารณาใน การออกแบบกระบวนการ

30. บทบาทของสาธารณะในการดำเนินการตามข้อตกลง:

       แนวทางการประเมิน : ถ้าสาธารณชนถูกคาดหวังให้มีความรับผิดชอบในการดำเนินตามข้อตกลง ดังนั้นวิธีการเจรจาอาจเป็นที่ต้องการเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งการสนับสนุนที่จำเป็น การพิจารณาความต้องการการสนับสนุนจากสาธารณะในการดำเนินการปฏิบัติตามข้อตกลงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ในการประเมินกรณีพิพาท ในระยะเริ่มต้น

ข้อควรคำนึงในการออกแบบ : กระบวนการที่ถูกคาดหวังว่าจะได้มาซึ่งการตัดสินใจที่ต้องได้รับการสนับสนุนของสาธารณะในการดำเนินการตามข้อตกลงต้องการการออกแบบที่ต้องปรึกษา หรือได้รับข้อเสนอแนะจากลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบ การทำให้มีความร่วมมือในการออกแบบกระบวนการ จะสามารถช่วยให้มั่นใจว่ากระบวนการได้รวมเอาทั้งวิถีทางของท้องถิ่นในการแก้ปัญหา และรวมทั้งวิถีทางของสถาบันในท้องถิ่นและประเพณีนิยม การมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นนี้จะช่วยให้กลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องมีความรับผิดชอบในการแก้ไขความขัดแย้งและดำเนินการตามทางเลือกในการแก้ไขปัญหาที่ได้มานั้น

เครื่องมือส่วนตัว