Users Online [ Stats ]
จริยธรรมนักการเมือง โดย บุญเลิศ คชายุทธเดช (ช้างใหญ่) PDF พิมพ์ อีเมล์


จริยธรรมนักการเมือง


โดย บุญเลิศ คชายุทธเดช (ช้างใหญ่)

          “ต่อไปข้างหน้า ลูกเสือจะเป็นคนสำคัญของชาติ คือจะเป็นผู้บริหารปกครองบ้านเมืองได้ ขอให้ลูกเสือทราบถึงสิ่งสำคัญในการปกครองไว้ว่า ในบ้านเมืองมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้” ตอนหนึ่งของพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่ลูกเสือเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2512 ในพีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติครั้งที่ 6 ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ถือเป็นพระบรมราโชวาทที่ได้รับการอัญเชิญจากประชาชนหมู่เหล่าต่างๆ ตลอดทั้งองค์กร สถาบันและสื่อมวลชนนำมากล่าวถึงมากที่สุด

           จากปี 2512 มาถึงปัจจุบันปี 2550 นับเวลาได้ 38 ปี แต่ดูเหมือนระบบการเมืองไทยยังอยู่ในวังวนของการแสวงหามาตรการในการส่งเสริมคนดีได้ปกครองบ้านเมืองและควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจกันไม่รู้จักจบ สิ้น คล้ายกับเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญเสียเต็มประดา
           นอกจากนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า รัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ใช้มาในอดีต รวมทั้งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540ที่ถูกเลิกไปและรวมถึงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่สภาร่างรัฐธรรมนูญกำลังจัดทำให้เสร็จภายใน 2550 คงจะบัญญัติไว้เช่นกัน นั่นคือ การให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีก่อนเข้ารับหน้าที่ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำที่ว่า

           “ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า จะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรม นูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

           แต่ในความเป็นจริงผู้ที่กล่าวถ้อยคำถวายสัตย์ปฏิญาณแทบจะทุกรัฐบาลก็ไม่รักษาสัจจะวาจาอันเป็นคำมั่นสัญญาที่แสดงไว้ต่อพระพักตร์พระมหากษัตริย์ กลับใช้อำนาจไปในทางทุจริตคอรัปชั่นจนเป็นข่าวอื้อฉาวและในหลายๆครั้งได้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง
           ไม่เว้นแม้แต่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.และสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ซึ่งได้ปฏิญาณตนในที่ประชุมแห่งสภาของตนต่อพระบรมสาทิสลักษณ์ที่ประดิษฐานไว้ในห้องประชุมรัฐสภาด้วยถ้อยคำที่คล้ายกัน นั่นคือ

           “ข้าพเจ้า(ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฎิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทยทุกประการ”

           ก็หาได้น้อมนำรับใส่เกล้าใส่กระหม่อมไปปฏิบัติไม่  และดูพฤติกรรมจะไม่แตกต่างกันนักไม่ว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะเป็นส.ส.ในเวลาเดียวหรือแยกกันอย่างที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540
           การควบคุมส.ส. ส.ว.นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งถือเป็น “ข้าราชการการเมือง”ไม่ให้ทุจริตคอรัปชั่นนั้น แม้จะมีมาตรการการควบคุมทางการเมือง เช่นการยื่นกระทู้ถาม การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ  การควบคุมทางสังคมที่มีสื่อมวลชนเป็นสถาบันที่คอยทำหน้าที่รายงานข่าวสารและแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ และประชาชนคอยติดตามตรวจสอบ รวมทั้งการควบคุมทางกฎหมาย หรือแม้แต่การควบคุมโดยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เป็นที่น่าเสียดายที่องค์กรอิสระหลายองค์กรถูกกล่าวหาว่าผู้มีอำนาจทางการเมืองเข้าไปแทรกแซง ครอบงำทั้งกระบวนการสรรหาและการคัดเลือกโดยวุฒิสภา
           แต่การแสดงออกของนักการเมืองมิได้จำกัดแต่เฉพาะการใช้อำนาจเท่านั้น การพูดการจา การกระทำทุกสิ่งทุกอย่างตามอุปนิสัยใจคอของตนเองล้วนแต่ถูกจับจ้องจากสายตาของสาธารณชนและสื่อมวลชนแทบจะทุกย่างก้าวเช่นกัน ทว่าพฤติกรรมในด้านไม่พึงปรารถนาเพราะไม่อาจระงับกิเลศแห่งโลภะ โทสะ โมหะที่เข้าครอบงำจิตใจตัวเองได้ก็สำแดงออกมา แม้ว่าพฤติกรรมนั้นจะไม่ได้มีโทษทัณฑ์ถึงขั้นจำคุกหรือปรับเป็นเงินเป็นทอง แต่ก็ส่งผลกระทบต่อเกียรติของสถาบันทางการเมืองและกระเทือนต่อความน่าเชื่อถือของสาธารณชนที่มีต่อนักการเมืองผู้นั้น
 ด้วยเหตุที่การควบคุมพฤติกรรมของนักการเมืองให้ประสบผลสำเร็จนั้น จำเป็นต้องจะสร้างสำนึกหรือมโนธรรมแห่งความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในการปฏิบัติตนให้บังเกิดขึ้น โดยให้เกิดความรู้สึกละอายหากจะทำในสิ่งไม่บังควร หรือที่เรียกกันว่า คุณธรรมหรือจริยธรรม รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 จึงบัญญัติไว้ในหมวด 5 ว่าด้วยแนวนโยบายพื้น ฐานแห่งรัฐ มาตรา 77 ดังนี้

            มาตรา 77 รัฐต้องจัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง จัดทำมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และพนักงานหรือลูกจ้างอื่นของรัฐ เพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ และเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่  

           ใช้เวลานาน 1 ปี 10 เดือนนับแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ประกาศใช้ถึงจะมีจริยธรรมของนักการเมืองบังคับใช้ เรียกว่า  ข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. 2542 ลงนามโดย นายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2542 นับเป็นครั้งแรกของประวัติการณ์การเมืองไทยในรอบ 63 ปี นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มาถึงปี 2542 ที่นักการเมืองประกาศหลักจริยธรรมของส.ส.ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการก็ไม่ต่างไปจากเสือกระดาษ เพราะไม่สามารถขัดเกลาพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากครรลองคลองธรรมของส.ส.ให้กลับคืนมาสู่ความดีงามเสมือนกับเมื่อครั้งยังไม่เป็นนักการเมืองได้ ส.ส.ที่ฝ่าฝืนจริยธรรมมิได้ลงโทษลงทัณฑ์ตามกฏเกณฑ์ที่ควรจะเป็น
           ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540ที่มีขึ้นวันที่ 6 มกราคม 2544 สภาผู้แทน ราษฎรได้จัดทำข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรและนายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ลงนาม เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2544

           หมวด 12 ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นเรื่อง “ประมวลจริยธรรม” ทีเขียนไว้เพียงข้อเดียว คือ ข้อ 164 มีข้อความว่า
           ข้อ 164 ให้สมาชิกและกรรมาธิการปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกและกรรมาธิการ ตามที่สภาได้ตราไว้
           ให้นำข้อบังคับว่าด้วย ประมวลจริยธรรมของสมาชิกและสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. 2542 มาใช้บังคับและให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนี้
           อันเท่ากับว่า ข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯที่ออกมาก่อนหน้านี้ถูกกำหนดให้นำมารวมอยู่ในข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
          
          สำหรับข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. 2542 แบ่งเป็น 2 หมวด 
          หมวด 1 แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่1 อุดมคติของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ ส่วนที่ 2 การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ ส่วนที่ 3 ความเกี่ยวพันของตน ครอบครัวและบุคคลอื่น 
           หมวด 2 การควบคุมให้เป็นไปตามจริยธรรม
               ข้อความที่เขียนในข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯนี้ ล้วนแต่เขียนไว้อย่างไพเราะ เพราะพริ้ง ฟังดูล่าเลื่อมใสอย่างยิ่ง เช่น สมาชิกและกรรมาธิการต้องเคารพสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของผู้อื่น ไม่แสดงกิริยา หรือใช้วาจาอันไม่สุภาพ อาฆาตมาดร้าย ใส่ร้าย หรือเสียดสีบุคคลใด โดยไม่มีหลักฐาน หรือนำเอาเรื่องเป็นเท็จมาอภิปราย แสดงความเห็นในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ หรือที่อื่นใด ,สมาชิกและกรรมาธิการจักต้องไม่เรียกร้องของขวัญ ของกำนัล ประโยชน์อื่นใดจากบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ต่างๆอันอาจจะเกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ของตน และจะต้องดูแลให้คู่สมรส และบุคคลในครอบครัวปฏิบัติเช่นเดียวกันด้วย ฯลฯ
           ครั้นมาดูวิธีการควบคุมให้เป็นไปตามจริยธรรมซึ่งถือว่ามีความสำคัญ พบว่า ในข้อบังคับว่าด้วยประ มวลจริยธรรมฯกำหนดให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการจริยธรรมผู้แทนราษฎร” มี 21 คน ประกอบด้วย
           ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีก 20 คนซึ่งเลือกจากผู้ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคการเมืองที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรพรรคละ 1 คน จำนวนกรรมการที่เหลือให้พิจารณาสัดส่วนของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรคการเมืองที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรจนครบ

           การวินิจฉัยให้ถือเอาคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2ใน3ของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่อยู่ ในกรณีที่คณะกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎรมีคำวินิจฉัยว่า สมาชิกหรือกรรมาธิการผู้ใดฝ่าฝืนข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯข้อใด คณะกรรมการมีอำนาจที่จะลงโทษสมาชิกหรือกรรมาธิการผู้นั้นโดยการตำหนิ หรือประณามให้เป็นที่ประจักษ์และรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบ

           เป็นที่น่าสังเกตว่า ตลอด 9 ปีที่ใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และตลอด 7 ปีที่ใช้ข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯพ.ศ.2542 ไม่เคยปรากฏว่าจะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใดถูกตำหนิหรือถูกประณาม ทั้งๆที่ในความเป็นจริงมีการละเมิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงเกิดขึ้นแทบจะทุกวัน
           ในส่วนของนักการเมืองที่อยู่ฝ่ายบริหาร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ กว่าจะมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2543 ที่นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีลงนามก็ล่วงมาถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2543 (ออกหลังสภาผู้แทนราษฎรมีข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมประมาณ 6 เดือน)
           ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้ หลายข้อสอดคล้องกับข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯของสภาผู้แทนราษฎรหลายข้อ เช่นข้าราชการการเมืองจักต้องไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นข้าราชการการเมืองไปแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง หรือผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ในทางทรัพย์สินหรือไม่ก็ตาม ,ข้าราชการจักต้องไม่เรียกร้องของขวัญ ของกำนัล หรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ต่างๆอันอาจจะเกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ของตน และจะต้องดูแลให้คู่สมรส ญาติสนิท หรือบุคคลในครอบครัวของตนปฏิบัติเช่นเดียวกันด้วย เป็นต้น
            ในการควบคุมให้เป็นไปตามคุณธรรมและจริยธรรม ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้กล่าวไว้ ในข้อ28และ29 ดังนี้
            ข้อ 28 ให้นายกรัฐมนตรีกำกับดูแลการประพฤติปฏิบัติของรัฐมนตรีและข้าราชการการเมืองอื่นที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นไปตามคุณธรรมและจริยธรรมตามระเบียบนี้ ในกรณีที่พบว่า มีการประพฤติปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบนี้ ให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการตามควรแก่กรณีเพื่อให้มีการดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบนี้ต่อไป 
           ข้อ 29 ให้รัฐมนตรีกำกับดูแลการประพฤติปฏิบัติของข้าราชการการเมืองที่รัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นไปตามคุณธรรมและจริยธรรมตามระเบียบนี้ ในกรณีที่พบย่า มีการประพฤติปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบนี้ ให้รัฐมนตรีดำเนินการตามควรแก่กรณีเพื่อให้มีการดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบนี้ต่อไป
   
           ถ้าปรากฏว่า รัฐมนตรีผู้ใดมิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้นี้ นายกรัฐมนตรีอาจแจ้งให้รัฐมนตรีดำเนินการตามที่เห็นสมควรได้

           การควบคุมข้าราชการการเมืองตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะไม่มีการดำเนินตามควรแก่กรณี
           รัฐมนตรีหรือข้าราชการการเมืองอื่นๆอันเนื่องมาจากการกระทำที่ขัดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ที่สำคัญ ได้เกิดคำถามว่า กรณีนายกรัฐมนตรีฝ่าฝืน คุณธรรม จริยธรรมตามระเบียบสำนักนายก รัฐมนตรีเสียเอง ใครจะเป็นผู้ดำเนินการตามควรแก่กรณีซึ่งเป็นปัญหาร้ายแรงดังที่รับทราบกันโดยทั่วไป
           เนื่องจากอาชีพนักการเมืองเป็นอาชีพที่ผู้จะเข้ามาเป็นนักการเมืองไม่ต้องตระเตรียมอะไรมากและไม่มีข้อกำหนดในเรื่องของคุณสมบัติโดยเฉพาะคุณธรรม จริยธรรม ประกอบกับการใช้อำนาจทางการเมือง เอื้อต่อการแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง เช่นการรับสินบน หรือการมีผลประโยชน์ขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์สาธารณะ ทำให้มีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นอยู่เสมอ การแสดงออกด้วยคำพูดไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายในที่ประชุมสภาฯซึ่งได้รับเอกสิทธิ์อย่างเต็มที่ การให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน การกล่าวปราศรัยบนเวทีต่อหน้าชุมชน การใช้ตำแหน่ง อำนาจอย่างไม่ชอบธรรม การแสดงกิริยาก้าวร้าว การไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ของการเป็นตัวแทนประชาชน การฝ่าฝืนคุณธรรมและจริยธรรมแห่งความดีงามกลายเป็นเรื่องปกติเพราะเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไป ไม่มีการสอบสวน ไม่มีการลงโทษ และดูเหมือนว่าพฤติกรรมของนักการเมืองแต่ละพรรคก็มิได้ผิดแผนกแตกต่างกันนัก การควบคุมกันเองในหมู่นักการเมืองจึงไม่บังเกิดขึ้นในที่สุดก็เกิดวิกฤตทางการเมืองซึ่งสาเหตุที่แท้จริงมาจากการไร้คุณธรรม จริยธรรมของนักการเมืองนั้นเอง
           ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดเสร็จไม่เกินวันที่ 6 กรกฎาคม 2550 คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ยอมรับข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการยกร่างฯกรอบที่ 2 ว่าด้วยสถาบันการเมือง สาระสำคัญประกอบด้วย

           ให้รัฐจัดให้มีแผนพัฒนาทางการเมือง
         
 จัดทำมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง,ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะต้องไม่กระทำการใดอันเป็นฝ่าฝืนหรือขัดต่อมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม, การพิจารณาสรรหาหรือแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งต่างๆจะต้องนำมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นมาประกอบการพิจารณาด้วย, มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งกระบวนการพิจารณาและองค์กรวินิจฉัยชี้ขาดให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้   ทั้งนี้ องค์กรวินิจฉัยชี้ขาดจะต้องมิใช่องค์กรที่ผู้ฝ่าฝืนหรือกระทำผิดเป็นสมาชิกหรือสังกัดอยู่

           ความเห็นของคณะอนุกรรมาธิการยกร่างฯที่เสนอนี้น่าสนใจตรงที่ การควบคุมนักการเมืองด้านคุณธรรมและจริยธรรมให้ออกเป็นพระราชบัญญัติ แต่มิใช่เป็นเรื่องง่าย เพราะ ประการแรก นักการเมืองเป็นคนพิจารณาร่างกฏหมายย่อมไม่เขียนกฏหมายที่จะผูกมัดรอคอตัวเอง ประการที่สอง ระหว่างการควบคุมคุณธรรมและจริยธรรมด้วยกฎหมายกับไม่ต้องออกเป็นกฎหมาย อย่างไหนจะเหมาะสมมากกว่ากัน แม้ว่าการออกเป็นกฎหมายจะมีผลบังคับใช้อย่างจริงจัง แต่ก็ใช่ว่ากฎหมายจะวิเศษจนกระทั่งนักการเมืองยอมสยบด้วยความเกรงกลัวต่อโทษทัณฑ์
           เนื่องจากเรื่องคุณธรรม จริยธรรมนักการเมืองเป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ควรที่จะทำให้ประเด็นนี้เป็นประเด็นสาธารณะ เปิดโอกาสให้นักการเมืองและประชาชนวงการต่างๆได้ร่วมกันเสนอความเห็นอย่างเต็มที่ว่าการควบคุมคุณธรรมและจริยธรรมให้มีประสิทธิภาพควรจะทำอย่างไร แบบไหนและควรจะบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างไร
           เพื่อลดปัญหาการละเมิดจริยธรรมของนักการเมืองไม่ว่าจะอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหาร ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะบางประการเพื่อกอบกู้ศรัทธาของนักการเมืองที่เสียหายในความรู้สึกของประชาชนให้กลับคืนมา ดังนี้
           1. บัญญัติในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนในเรื่องของคุณธรรม จริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  ส่วนจะบัญญัติให้ออกเป็นกฏหมายหรือข้อบังคับก็อยู่ที่การรับฟังความเห็นจากนักการเมืองและประชาชนฝ่ายต่างๆแล้ว อาจนำกรณีของต่างประเทศมาเป็นกรณีศึกษา
           2. ควรยกเลิกประมวลจริยธรรมส.ส.และกรรมาธิการ พ.ศ.2542 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยจริยธรรมของข้าราชการเมือง พ.ศ. 2543 แล้วจัดทำขึ้นใหม่ให้ดีขึ้นและมีผลในการบังคับใช้อย่างแท้จริง
ประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขึ้นใหม่ ให้ตัวแทนภาคประชาชนเข้าไปร่วมในการจัดทำด้วย
           3. คณะกรรมการจริยธรรมที่จะเป็นผู้พิจารณาการกระทำที่ฝ่าฝืนคุณธรรมและจริยธรรมนักการเมืองซึ่งควรจะแยกกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารจะต้องได้รับความยอมรับเชื่อถือทั้งฝ่ายนักการเมืองและประชาชน แต่ต้องไม่ใช่เอาแต่นักการเมืองไปเป็นคณะกรรมการ แต่ควรจะมีคนนอกเข้าไปร่วมด้วย กระบวนการพิจารณาพฤติกรรมต้องเปิดเผย โปร่งใสและยุติธรรมบทลงโทษก็จะต้องเป็นธรรม และเหมาะสม เช่น การตักเตือน การตำหนิ การประณาม การภาคทัณฑ์ ฯลฯ
           4. จัดทำคู่มือจริยธรรม อธิบายรายละเอียดพร้อมตัวอย่างเพื่อให้นักการเมืองและประชาชนสามารถทำความเข้าใจได้ตรงกัน การเขียนข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมอย่างกว้างๆและลอยๆนั้นก่อให้เกิดข้อถกเถียงและการตีความไปต่างๆนานา สุดท้ายก็เกิดปัญหาทำให้ประมวลจริยธรรมไร้ความหมาย บังคับใช้ไม่ได้
           5. ผู้ที่จะเป็นนักการเมืองควรจะผ่านการเรียนรู้และอบรมจากสถาบันการพัฒนาคุณภาพและจริยธรรมที่จะต้องจัดตั้งขึ้นและควรส่งเสริมให้พรรคการเมืองดูแลความประพฤติของสมาชิกพรรค หากนักการเมืองคนไหนละเมิดจริยธรรมก็ต้องให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองต้นสังกัดร่วมรับผิดชอบด้วย
           6. นักการเมืองท้องถิ่นควรที่จะบัญญัติเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย

           หากปัญหาการละเมิดจริยธรรมของนักการเมืองถูกละเลยหรือแก้ไม่ตรงจุดหรือไม่จริงแล้วไซร้ วิกฤตทางการเมืองอันจะส่งผลต่อประเทศชาติและฉุดดึงให้สถาบันทางการเมืองตกต่ำก็ไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงพ้น และนั่นหมายถึงคำถามที่จะตามมาไม่รู้จักจบสิ้นว่า ประชาธิปไตยแบบการเลือกตั้งนั้นจะมีคุณค่าได้อย่างไร ถ้าได้คนไม่ดีมาปกครองบ้านเมืองแล้วไม่ถูกกำจัด คำถวายสัตย์ปฏิญาณก็จะลดคุณค่าและความหมายลงไปเรื่อย ๆ

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >